เรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล ประสบความสำเร็จกับการจัดกิจกรรมพิเศษ ล่องแม่น้ำเจ้าพระยาพาไหว้พระ - Weekly Press Report

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562

เรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล ประสบความสำเร็จกับการจัดกิจกรรมพิเศษ ล่องแม่น้ำเจ้าพระยาพาไหว้พระ

เรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล ประสบความสำเร็จกับการจัดกิจกรรมพิเศษ ล่องแม่น้ำเจ้าพระยาพาไหว้พระ



เตรียมจัดทริปพิเศษอีก เพื่อกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยวไทย และสนับสนุนคนไทยเที่ยวไทย

เรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล ซึ่งเป็นเรือท่องเที่ยวทางแม่น้ำเจ้าพระยาของคนไทยที่หรูหราและทันสมัยที่สุด จัดทริปพิเศษ “สิงหานี้…ล่องเรือเรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล  แม่ลูกจูงมือกันชิลล์” พานักท่องเที่ยวทัวร์ไหว้พระ 3 วัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำบุญเสริมสิริมงคล เนื่องในวโรกาส “วันแม่แห่งชาติ” วันเฉลิมพระชนม์พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไทยที่มาร่วมทริปมากกว่า 300 โดยมี อาจารย์ คฑา ชินบัญชร เป็นแขกรับเชิญทอล์คโชว์บนเวที พร้อมพาไหว้พระ 3 วัด ได้แก่ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร วัดยานนาวา และสักการะเจ้าแม่หม่าโจ้ว ที่ล้ง 1919     



  ทริปพิเศษ “สิงหานี้…ล่องเรือเรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล  แม่ลูกจูงมือกันชิลล์” ในครั้งนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมทริปจำนวนมาก มีทั้งมาเป็นคู่ มาแบบครอบครัว และมาแบบเป็นกลุ่มเพื่อนฝูง ทุกคนมาด้วยใจเบิกบานเป็นสุขที่ได้มาร่วมทำบุญไหว้พระด้วยกัน เมื่อนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนเรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล ซึ่งเป็นเรือสำราญขนาดใหญ่ที่มีความโอ่โถง หรูหรามีระดับ เรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล ก็เริ่มออกเดินทางจากท่าเทียบเรือริเวอร์ซิตี้ สี่พระยา พร้อมบริการอาหารเช้าบนเรือ พานักท่องเที่ยวล่องเรือชื่นชม ดื่มด่ำกับธรรมชาติ ทัศนียภาพที่สวยงามสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านวัดกัลยานิมิตรวรมหาวิหาร เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธไตรรัตนนายก หรือ “หลวงพ่อโต” ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน เรียกชื่อแบบจีนว่า “ซำปอฮุดกง” หรือ “ซำปอกง” เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอกคืบ สูง 7 วา 2 ศอกคืบ 10 นิ้ว อยู่ภายในพระวิหารขนาดใหญ่กลางวัด






   มุ่งหน้าสู่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดแจ้ง ศาสนสถานสำคัญที่ทรงคุณค่า งดงามด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมมากมาย เป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีมาก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เดิมชื่อว่า “วัดมะกอก” แต่เมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระราชประสงค์ย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรี โดยกรีธาทัพมาทางชลมารค และมาถึงหน้าวัดมะกอกเอารุ่งสาง จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดแจ้ง” และใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ได้ย้ายราชธานีมาฝั่งพระนครและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จึงมีรับสั่งให้ย้ายพระแก้วมาประดิษฐาน ณ วัดศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้วแต่นั้นเป็นต้นมา และทรงให้ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ พระองค์เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงทรงดำเนินการปฏิสังขรณ์ต่อจนเสร็จ โดยพระราชทานนามวัดว่า ‘วัดอรุณราชธาราม’ และกลายเป็นวัดประจำรัชกาลในพระองค์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ ใหม่หมดทั้งวัด พร้อมทั้งโปรด ให้ลงมือก่อสร้างพระปรางค์ตามแบบที่ทรงคิดขึ้นด้วย ซึ่งการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งต่างๆ ภายในวัดอรุณฯ สำเร็จลงแล้ว ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดให้สร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งต่างๆ ในวัดอรุณฯ เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง จึงได้พระราชทานนามวัดเสียใหม่ว่า ‘วัดอรุณราชวราราม’ เมื่อไปถึงวัด อาจารย์ คฑา ชินบัญชร ก็พานักท่องเที่ยวไปยังพระอุโบสถน้อย เพื่อกราบสักการะบูชาหลวงพ่อรุ่งมงคล พระประธานประจำพระอุโบสถน้อย  ก่อนที่จะสักการะบูชารูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แลัวลอดพระแท่นวิปัสสนาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อความเป็นสิริมงคล ตามด้วยการเข้าสักการะบูชาพระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร พระประธานประจำพระวิหารหลวง และสักการะพระอรุณ หรือ พระแจ้ง พระพุทธศิลป์แห่งลานช้าง














      จากนั้นก็พานักท่องเที่ยวไปยังพระอุโบสถ เราจะเห็นยักษ์วัดแจ้งที่มีชื่อเสียง2 ตน ยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ จนเป็นสัญลักษณ์อีกหนึ่งอย่างของวัด ยักษ์กายสีขาว มีชื่อว่า “สหัสเดชะ“ ยักษ์กายสีเขียว มีชื่อว่า “ทศกัณฐ์” เป็นยักษ์ปูนปั้นศิลปะแบบจีน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสี มือถือตะบองใหญ่เป็นอาวุธ แฝงไว้ด้วยคติความเชื่อในการทำหน้าที่เป็นเทพพิทักษ์ ปกปักรักษาสถานที่สำคัญทางศาสนา ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานชื่อว่า “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ประดิษฐานเหนือแท่นไพทีบนฐานชุกชี กล่าวกันว่ารัชกาลที่ 2 ทรงปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปองค์นี้ด้วยพระองค์เอง  ฝีมืองดงามมาก และเมื่อพระองค์ท่านทรงเสด็จสวรรคต พระบรมอัฐิของพระองค์ก็ถูกนำมาประดิษฐานไว้ที่พระอุโบสถแห่งนี้ ที่ฝาผนังในพระอุโบสถ ยังมีจิตรกรรมที่วิจิตรสวยงาม ฝีมือจิตรกรเก่าครั้งรัชกาลที่ 3 ที่ค้นชื่อได้มีเพชรวกรรม์ หลวงวิจิตรเจษฎา (ครูทองอยู่) คงเป๊ะ ตามี เป็นต้น และเป็นภาพฝีมือจิตรกรในรัชกาลที่ 5 เขียนซ่อมเมื่อภายหลังเกิดไฟไหม้พระอุโบสถ บนผนังตอนเหนือหน้าต่างกับผนังด้านหน้าพระประธานและหลังพระประธานเป็นภาพพุทธประวัติ มีข้อน่าสังเกตว่าเฉพาะหุ้มกลองด้านหน้าพระประธานนั้น ตามปกตินิยมเขียนเป็นภาพมารผจญทั้งผนัง แต่ที่พระอุโบสถวัดอรุณฯ นี้ กลับเขียนภาพมารผจญขึ้นไว้สูงสุดเหนือภาพพุทธประวัติ มีขนาดไม่สู้จะใหญ่นัก ผนังด้านใต้เหนือบานหน้าต่างเป็นภาพเวสสันดรชาดก ตามช่องระหว่างหน้าต่างทุกช่องเป็นภาพชาดกในเรื่องทศชาติ บานหน้าต่างด้านในเป็นภาพต้นไม้และสัตว์ทุกบาน และด้านในประตูพระอุโบสถทั้ง 8 บาน เป็นภาพต้นมักกลีผลหรือนารีผล ตามรักแร้ประตูและหน้าต่างเป็นภาพในเมืองนรกและภาพเกี่ยวกับสุภาษิตโบราณ เช่น นิ้วด้วนได้แหวน เป็นต้น









หลังกราบพระขอพรเป็นสิริมงคล ก่อนกลับขึ้น ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ขอเดินชมความสวยงามของพระปรางค์ใหญ่วัดอรุณฯ กันก่อน พระปรางค์ใหญ่ที่มีความสูงถึง 82 เมตร ถือได้ว่าเป็นศิลปกรรมที่สง่างามและโดดเด่นที่สุด ก่อสร้างโดยช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญ บนพระปรางค์ประดับด้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบและเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ที่นำเข้ามาจากจีน ซึ่งมีลวดลายอ่อนช้อยงดงามเป็นของเก่าแก่และหายาก บริเวณโดยรอบพระปรางค์ใหญ่ ประกอบด้วยพระปรางค์เล็ก 4 องค์ รอบ 4 ทิศ ภายในมีรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ กำแพงแก้วกั้น มีฐานทักษิณ 3 ชั้น มีรูปปั้นมารและกระบี่แบกฐานสลับกัน นอกจากนั้นมีซุ้ม 4 ซุ้ม มีพระนารายณ์อวตาร เหนือขึ้นไปเป็นยอดปรางค์ มีเทพพนมนรสิงห์เพื่อปราบยักษ์

      จากนั้นก็เดินทางต่อไปที่ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร เดิมเชื่อ วัดสมอแครง สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดเทวราชกุญชร” เมื่อไปถึง อาจารย์คฑา ชินบัญชร ก็พาไปที่โบสถ์เพื่อกราบสักการะพระพุทธเทวราชปฎิมากร พระพุทธรูปปางมารวิชัยพระประธาน เป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ฝีมือช่างสมัยทวารวดี ประดิษฐานบนฐานชุกชี หน้าตักกว้าง 4.35 เมตร สูงตั้งแต่พระเพลาถึงยอดเปลวรัศมี 5.65 เมตร พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) พระราชทานนามว่า “พระพุทธเทวราชปฏิมากร” พร้อมชมจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ที่ด้านข้างทั้ง 2 ด้านเหนือช่องหน้าต่างเขียนภาพเหตุการณ์เหล่าเทพยดามาชุมนุมกัน ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้านล่างระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพภิกษุกำลังปลงอสุภกรรมฐาน ส่วนจิตรกรรมที่ผนังตอนล่างระหว่างช่องประตูหน้าเป็นภาพทศชาติเรื่อง “สุวรรณสาม” และด้านหลังเป็นภาพวัดเทวราชกุญชรเดิมก่อนที่จะมีการสร้างพระอุโบสถหลังนี้
       แวะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ไท้สักทอง เป็นอาคารทรงไทยแบบสถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกสสร้างด้วยไม้สักทองตามแบบดั้งเดิมทั้งหลัง (เดิมเป็นบ้านไม้สักทองจำนวน 11 หลัง แล้วนำไม้เก่าทั้ง 11 หลังมารวมแล้วปลูกเป็นบ้านหลังเดี่ยว) ที่ ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวินและภริยา ถวายให้แก่วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และเผยแพร่ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนา และเป็นการเฉลิมฉลองในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ครองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี ในปี พ.ศ. 2549 และทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปี พ.ศ. 2550










เมื่อเข้ามาภายใน นักท่องเที่ยวสัมผัสได้กับแอร์เย็นฉ่ำตลอดทั้งสองชั้น และด้านในพิพิธภัณฑ์มีความปราณีต งดงาม และสะอาดมาก จัดวางสิ่งของเป็นระเบียบ ไร้ฝุ่น แสดงว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เมื่อเข้ามาด้านในเจ้าหน้าที่จะแนะนำสถานที่ แนะนำวงปีของไม้สักทองที่ใช้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์สักทอง ทำให้รู้ว่าไม้สักทองที่นี้อายุยืนยาวมากมาย และเทียบให้เห็นภาพว่าแต่ละปีที่ผ่านมาไม้สักทองผ่านร้อนผ่านหนาวและผ่านยุคสมัยใดมาบ้าง และอนุมานว่าไม้สักที่ใช้ในการสร้างพิพิธภัณฑ์สักทองนี้อายุประมาณ 479  ปี ความใหญ่โตของเสาไม้สักขนาดสองคนโอบ มีเสาทั้งหมด 59 ต้น เมื่อเดินเข้าไปภายในบริเวณห้องโถงด้านล่าง เป็นห้องประวัติวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร และจัดแสดงภาพเก่าโบราณพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ และเป็นที่ประดิษฐานพระคลังมหาสมบัติ เมื่อเดินขึ้นไปบนชั้น 2 จะเป็นห้องโถงกว้าง เป็นที่ประดิษฐานพระสยามเทวาธิราช เมื่อเดินไปยังห้องด้านขวาจะเป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งพระอริยสงฆ์ 18 รูป และยังมีมณฑปจำลองประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระเทพคุณากรณ์ เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหารและคณะที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา ส่วนห้องทางด้านซ้ายจะเป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งอดีตสมเด็จพระสังฆราช 19 พระองค์ ส่วนองค์ที่ 19 องค์ปัจจุบันเป็นภาพถ่าย ที่นี่นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งที่รวบรวมอดีตสมเด็จพระสังฆราชและพระอริยสงฆ์ไว้มากที่สุดในประเทศไทย

     หลังกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ หุ่นขี้ผึ้งที่อดีตสมเด็จพระสังฆราชและพระอริยสงฆ์แล้ว ก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี มื้อนี้นักท่องเที่ยวจะได้ลิ้มรสอาหารบุฟเฟต์ไทยและอินเตอร์เนชั่นแนลบนเรือกลางลำน้ำเจ้าพระยาพร้อมล่องเรือไปยังวัดยานนาวา เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ “วัดคอกควาย” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดคอกกระบือ” จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือสำเภาขึ้น เนื่องจากทรงพยากรณ์ว่าต่อไปในภายหน้าเรือสำเภาจะหายสาบสูญไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นโดยสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีเจดีย์ 2 องค์ แทนเสากระโดงเรือ องค์ใหญ่มีฐานย่อมุมไม้ 20 ส่วน องค์เล็กมีฐานย่อมุมไม้ 16 และส่วนของสำเภายาว 21 วา 2 ศอก สูง 18 วา 1 ศอก สำเภาเจดีย์ยานนาวานี้เป็นแบบอย่างจำลองมาจากเรือสำเภาจริง มีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย นับว่าเป็นโบราณวัตถุที่มีคุณค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์ ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดยานนาวา” เมื่อไปถึง อาจารย์ คฑา ชินบัญชร ก็พานักท่องเที่ยวเข้าไปในพระอุโบสถเพื่อกราบสักการะพระประธาน 4 องค์ เป็นพระพุทธรูปปั้นปางมารวิชัย โดยมีขนาดต่างๆ กัน และภายในมีจิตรกรรมฝาผนังศิลปกรรมชั้นเยี่ยมในสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งหน้าบันฝีมือช่างหลวงในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ทำเป็นลายเทพพนม ประดับด้วยลวดลายสัตว์หิมพานต์ และด้านหลังบานประตูมีภาพจิตรกรรมสำคัญที่รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้วาดขึ้น คือรูปกระทงใหญ่ตามแบบที่ทำในพระราชพิธีลอยพระประทีป และโถยาคูตามแบบอย่างที่ทำเลี้ยงพระในพระราชพิธีสารทในรัชสมัยของพระองค์ หลังกราบสักการะขอพรแล้ว นักท่องเที่ยวบางคนก็เดินเข้าไปใน อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ เพื่อกาบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และพระเขี้ยวแก้ว ที่ประดิษฐานอยู่บนชั้น 3







      ปิดท้ายทริปนี้ที่ ล้ง1919 มีที่มาจากชื่อท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2393 ในอดีตเป็นท่าเรือกลไฟกับโกดังเก่าของตระกูลหวั่งหลี ตัวอาคารตัวตึกเป็นสถาปัตยกรรมโบราณ ที่มีเอกลักษณ์ของไม้โบราณรูปตัวยู ที่ทรงคุณค่าออกแบบด้วยการวางผังสถาปัตยกรรม “ซาน เหอ หยวน” แบบจีนโบราณ ซึ่งเป็นหลังสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่บนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา งดงามด้วยศิลปะภาพวาดลวดลายอันเป็นมงคลและภาพวิถีชีวิตชาวจีนรอบวงกบหน้าต่าง ซึ่งระหว่างการฟื้นฟู ได้ปรากฏร่องรอยของจิตรกรรมฝาผนังโบราณฝีมือลายมือของชาวจีนแต้จิ๋ว อีกทั้งยังมีงานบูรณะจิตรกรรมที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาลงฝีพระหัตถ์แต่งแต้มอีกด้วย พวกเรามาที่นี่เพื่อมากราบสักการะขอพรจากเจ้าแม่หม่าโจ้ว (MAZU) ที่มีอายุมากกว่า 167 ปี ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของชาวจีนในแผ่นดินไทยที่โล้สำเภาเข้ามาค้าขาย วิธีการสักการะเจ้าแม่หม่าโจ้ว คือ จุดธูป 3 ดอก แล้วหันหน้าไปทางท่าน้ำ เป็นการไหว้เทพยดาฟ้าดิน จากนั้นจุดธูปอีก 15 ดอก หันหน้าไปทางศาลเจ้าแม่ อธิษฐานขอพร แล้วปักธูป 5 จุด จุดละ 3 ดอก






จบทริปนักท่องเที่ยวต่างยิ้มแย้ม เบิกบานใจกันทุกคน ที่ได้ร่วมทำบุญไหว้พระ อิ่มบุญ กับจัดทริปพิเศษ “สิงหานี้…ล่องเรือเรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล  แม่ลูกจูงมือกันชิลล์” ที่เรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล จัดอย่างสบายอุรา


   นายศักดิ์วิตม์ แสงพิพัฒน์เขษฐ์ กรรมการบริหาร บริษัท วันเดอร์ฟูล เพิร์ล จำกัด เปิดเผยว่า เรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล จัดทริปพิเศษ “สิงหานี้…ล่องเรือเรือวันเดอร์ฟูล เพิร์ล  แม่ลูกจูงมือกันชิลล์” ในครั้งนี้ เพื่อชวนคนไทยล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ชมทิวทัศน์สองฟากฝั่งแม่น้ำที่สวยงาม และได้ทำบุญไหว้พระ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ทางบริษัทฯ รู้สึกยินดีอย่างมากที่มีกระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวอย่างล้นหลาม ซึ่งทางบริษัทฯ จะจัดกิจกรรมดีๆ อย่างนี้ในคอนเซปต์ใหม่ๆ ต่อไปในโอกาสหน้าอีก เพื่อร่วมกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยสามารถติดตามข่าวสารได้จากทาง Line@wonderfulpearl  หรือ www.wonderfulpearl.com
และทางบริษัท วันเดอร์ฟูล เพิร์ล มีโปรแกรมท่องเที่ยวทางแม่น้ำเจ้าพระยาตามปกติ รวม 3 โปรแกรมด้วยกัน คือ ทัวร์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, รอบ Sunset ชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า และรอบ Dinner ชมความงามชองทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน

สำหรับในช่วงนี้ ทางบริษัทฯ ก็มีโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับรอบ Dinner โดยลดราคาพิเศษสำหรับคนไทยเท่านั้น จากราคาปกติคนละ 2,000 บาท เหลือเพียง 1,250 บาท โดยสามารถสั่งจองได้ที่ทางแผนกรับจองของบริษัทฯ โทร 02-861-0255 ต่อ 5 หรือ Line@wonderfulpearl

                                                                                                        เรื่อง/ภาพ…
อนุลักษณ์ มงคลชัยประทีป















Pages